เรื่องเล่า สาวออฟฟิตตอนที่ 2
จากความเดิมของตอนที่แล้ว เราได้ไปสัมภาร์งานตามที่ต้องการและได้เข้าไปสู้สถานที่แห่งหนึ่งโดนที่เราต้องเดินทางด้วยเท้าอันแสนจะอ่อนเพลีย เมื่อมาถึงณ ห้องที่ผมเห็นคนทั้ง 4 คนแล้ว ด้วยแววตาที่แปลกๆจากการมองด้วยสายตาของคน ทั้งสี่คน แววตาทั้งสีค่คู่มันดูเหมือนจะเป็นมิตร หญิงคนนึงวัยสูงวัยน่าจะประมาณ 50 กว่าๆ เดินมานั่งที่โต๊ะตัวใหญ่ของผู้บริหาร แล้วเชิญให้นั่งตรงเก้าอี้ที่ได้เตรียมให้ด้วยแววตาที่แสนเป็นมิตรมากกว่าอีก 2 คนที่อยู่ตรงโต๊ะใหญ่ และน้ำเสียการกระซิบกระวากไปพลันใช้แววตาส่องมาทางเรา ไม่รู้เหมือนกันว่าสองคนนั้นพูดเรื่องอะไร ครั้นเสียงอันเป็นมิตรจากตรงหน้าเราก้อดังขึ้น พร้อมทั้งถามว่า เราชื่ออะไร " นพดลครับ " เสียงผมพูดจบแล้วเธอก็แนะนำตนเองต่อหน้าเรา "แสงเดือนคระ แสงเดือน นิเนตรตระธรรม"
ด้วยความโด่งดันของนามสกุลนี้เราเกิดแอบขุดคิดไปพักใหญ่ ในนามสุกลของอดีตรัฐมนตรีชื่อดังคนนึง แสงเดือนเธอได้เล่าถึงความเป็นมาของสถานที่ทำงานองค์กรด้วยความภาคภูมิใจและใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ราวกับว่านี้คือองค์กรแห่งสวรรค์ที่เธอได้เป็นหนึ่งในผู้คัดสรรและต้องเป็นผู้ที่เหมาะสมและมีความสามารถที่จะเข้ามาทำงานนี้ได้ เมื่อเธอพูดจบ เธอได้สอบถามถึงประวัติของผมโดนสักถามอย่างละเอียดแม้แต่การทำงานและการออกจากงานว่าเพราะด้วยเหตุใด บางสิ่งในใจเราก็คงไม่อยากจะเล่าถึงความทุกทนและขมขื่นของออฟฟิตที่ทำงานเก่าให้ฟังหลอกนะ เราเพียงแค่ตอบไปขำขำว่า อ้อครับพอดีมันหมดสัญญาและงบประมาณในการจ้างจึงต้องหางานใหม่ คงไม่มีใครหลอกนะครับว่าจะพูดไปตามตรงว่า คนในที่ทำงานมันใส่ร้ายความเป็นแพะให้กับเราทั้งแควะค่อนแคะทุกวินาทีที่พวกเขาว่างจากการทำงาน เงินเดือนก้อเพียง 7000 แต่ทำงานจันทร์ถึงอาทติย์ คงจะอยู่ทนหลอกนะ หลังจากที่ผมได้สนทนาด้วยความสนิทสนมกันอย่างมากจนรู้สึกเบาใจสิ่งต่างๆก็เริ่มหายไปจากความรู้สึก แววตาที่สองคนที่โต๊ะก็เริ่มหายไป
ผมรอการเรียกตัวเป็นระยะเวลา 2เดือนได้ จนมาถึงกลางเดือนธันวา อากาศเย็นๆบรรยากาศน่านอนพักผ่อน ด้วยความสงสัยแคลงใจ หรือเหตุใดไม่ทราบ ผมได้ลองโทรเข้าไปที่ออฟิตนั้นอีกครั้งเพื่อสอบถามว่างานนั้นเราได้หรือไม่ได้หากไม่ได้เป็นเพราะอะไร เสียงเรียกสายโทรศัพท์ดัง ตุ๊ดดด ตู๊ดดดด 3 ครั้ง "สวัสดีคระ ศูนย์บริการสุขภาพ ดิฉันวิภา รับสายคระ " ด้วยความตื่นตระหนกผมได้ถามเพียงคำถามเดียวว่าไม่ทราบว่าผลการสัมภาษณ์เป็นอย่างไรบ้างครับ กลับกันกับฝั่งทางนั้นคิดถึงกำลังจะโทรหาพอดี เสียงของผู้ที่เราเคยได้ยินตอนที่เขาสัมภาษณ์เราดังขึ้น อ้อน้องคนนั้นหรือว่าจะให้โทรหาอยุ่พอดีบอกเขาแล้วกันนะว่าเจกันที่โรงแรมโอเลมเปีย 8 โมงเช้า ที่ห้องประชุมพลับพลาทอง
สิ่งแรกที่ผมดีใจมากเลยนั้นก้อคือ ผมได้งาน ผมดีใจครับแล้วได้โทรไปหาคุณพ่อผมเป็นคนแรก จากนั้นผมได้โทรหาคนที่ผมรู้สึกว่าผมคิดว่าเขาน่าจะยินดีกับงานและสิ่งที่ผมทำนั้นด้วย แต่เราได้เลิกกันไปนานแล้วจบลงด้วยความงี้เง่าของตัวผมเอง และความไร้สาระของผม เพียงเพราะเราไม่มีใครเพราะความสงสารเขาจึงยังคงทน ทน และทนอยู่ เพื่อให้เรารู้สึกดีแค่นั้น แต่นำเสียงของเขาเองไม่ได้ยินดียินร้ายอะไรกับเราเลยทั้งสิ้น แล้วเร่งรีบวางหูไปด้วยคำพูดสุดท้ายว่า "ก้อดีแล้วดีใจด้วย" ด้วยน้ำเสียงเอือมระอากับพฤติกรรมงี้เง่าของเรา ไม่เป็นไร ใจเราบอกเพียงเท่านี้ว่าไม่เป็นไร เดี่ยวอะไรอะไรก้อดีเอง ทุกคืนเรานอนร้องไห้เสียใจเพื่ออะไรกัน คนๆนี้มีค่ามากนักหรือ หลังจากฟ้ามืดลง เสียงเพลงโทรศัพท์ดังขึ้น ผมรับสายเสียงที่เร็ดรอดออกมาแบบแหลมๆปนทุม ออกทิ้งหางเสียงนิดๆ "ว่าไงหล่อนคือนนี้เจอกันที่เดินนะ ไปกันสวยๆ ข่าวว่าได้งานใหม่แล้วเหรอ ไปฉลองเดียวฉันเลี้ยงเร่งมาเลยนะเจอกันสวยๆ"เพื่อนๆในกลุ่มเกี่ยวกราวโทรมาเพื่อนัดพบเจอกันที่เราไปประจำ แยกลำสาลี สถานที่ที่เราไปกันแทยบทุกคืน เพื่อไปแสดงสำแดงศักยภาพความเป็นตัวตนที่แท้จริง ของเรา และประมาณ 5 ทุ่มเศษๆ ทุกคนพร้อมกันที่หน้าเซเว่นตามนัดหมาย บอย และแฟรง รอผมอยุ่ที่เดิมพร้อมเสียงที่ตะโกนออกมาดังรั่นก่อนที่ผมจะออกมาจากแท็กซี่ "หวายยย นางนี้หล่อนจะสวยไปถึงไหนคระ นัดกี่โมงคระ กะว่าคืนนี้จะได้ใช่ไหม" ผมยิ้มที่มุมปากแล้วพยักหน้ารับ ทั้งสามคน เราสามสาว เอ้ยไม่ใช้สิ แต่ก้อคงใช่ เดินเข้าไปในสภานที่เริงรื่นชื่นฤดีของความเป็นตัวตนของเราอย่างมั่นใจ ในค่ำคืนนั้นมีผู้คนมากมายเต็มผับไปทั้งหมดคนทั้งหลายสร้างความสนใจ มาที่เราสามคนอาจเป็นเพราะความโดดเด่น เราทั้งสามเดินไปที่โต๊ะ แต่บังเอิญกับเจอดีเจหุ้นส่วนเจ้าของร้านเข้ามาทักทาย เสียก่อน รูปร่างของเขาเป็นคนสูงพอประมาณตัวหนา ดูเหมือนคนอ้วน แต่ก้ออ้วนนั้นแหละ โอ่งมังกรชัดๆ อิอิ ผมว่าต้องหยุดเท่านี้ก่อนนะครับงานเข้าพอดี ยังไงคืนนี้จะมาเล่าต่อนะครับ

มาสเตอร์แชมป์