Log In (forget password?)

Promote Blog

บล็อกของใครเจ๋ง เอามาโพสท์ไว้ที่นี่เลย - This board is in exteen

ตะโกล่าง E-Book จาก Dark World Team

ใกล้คลอดออกมาแล้วกับ E-Book เล่มแรกของ DarkWorldTeamตอนนี้กำลังอยู่ในระหว่างขั้นตอนการจัดทำขั้นตอนสุดท้าย พร้อมเปิดให้ download ไปอ่านฟรี ที่นี่

ตะโกล่าง E-Book เล่มแรกของ DarkWorldTeam เป็นการนำเสนอมุมมองเล็กของเด็กนักเรียนโรงเรียนบ้านตะโกล่าง อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี โดยให้นักเรียนตั้งแต่ชั้นประถม 2 - 6 เป็นผู้เล่าเรื่องราวผ่านการเขียน

ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้ มาจากประสบการณ์จริงของเด็กๆ ทั้งหมด ทั้งเรื่องราวของสิ่งแวดล้อม สภาพความเป็นอยู่ ยาเสพติด ที่เหล่านักเรียนชายขอบต้องประสบในแต่ละวัน...

รายละเอียดเพิ่มเติม จะบอกเล่าในเร็ววัน... ^_____^ 

Comment is disabled in this topic.

ไหนก็เพิ่งแนะนำไปว่า จะออก E-Book หนังสือเรื่องตะโกล่าง ก็เลยอยากย้อนภูมิหลังที่มาของการทำหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเสียหน่อย

หมายเหตุ เรื่องราวที่จะเขียนต่อไปนี้ มาจากความทรงจำล้วนๆ 


1.
5 ปีที่แล้ว ผมและเพื่อนนักศึกษาวารสารศาสตร์ (ไม่ขอเอ่ยนามมหาวิทยาลัย) ลงพื้นที่ออกค่ายพัฒนาชุมชนที่บ้านตะโกล่าง (สวนผึ้ง ราชบุรี) ด้วยความที่เราเป็นนักเรียนวารสาร เรียนการสื่อข่าว การเขียนมาโดยตลอด จนทำให้บางครั้ง เรากลับทำอย่างอื่นไม่เป็น อย่างอื่นที่ว่า อาทิ ให้เราไปสร้างตึก สร้างอาคารเรียนใหม่ เหมือนค่ายพัฒนาโรงเรียนอื่นๆ คงไม่ไหวแน่ สร้างน่ะ อาจสร้างได้ แต่เรียนได้ไหม อยู่ได้ไหม และได้นานแค่ไหน เราไม่กล้ารับประกัน เป็นต้น ดังนั้น สิ่งที่เราจะทำได้ในการออกค่ายครั้งนี้ คือการหากิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับความรู้ที่พวกเรามี และสามารถถ่ายทอดไปสู่เด็กได้...

กิจกรรมที่ว่านั้น คือชวนน้องนักเรียนโรงเรียนบ้านตะโกล่างมาทำหนังสือกำแพงกัน + กิจกรรมสันนาการอื่นๆ ให้เขาได้สนุกเฮฮาตามประสาเด็กชั้นประถม

แน่นอนว่า การให้เด็กประถมเขียนข่าว บทความหรือสารคดี คงเป็นไปไม่ได้ (นอนแคะสะดืออยู่บ้านนั้น คงง่ายว่าเป็นหลายเท่า) เราเลยเลือกประยุกต์ใช้งานน้องๆ (- ฮา) ตามวัยกันแทน

เด็ก ป.1-2 วาดภาพ
เด็ก ป.3-4 เขียนอะไรก็ได้ที่อยากเขียน (ส่วนใหญ่จะแต่งนิทานมาส่งกัน)
และเด็กป.5-6 เขียนเรียงความ (ซึ่งพวกเขาเคยเรียนเขียนมาในวิชาภาษาไทย)

หลังจากที่พวกเขาเขียนเสร็จ เราก็ติ๊ต่างเอาว่า เราจะแข่งกันว่ากลุ่มไหนเขียนดี (ลืมบอกไปว่าเราแบ่งกลุ่มนักเรียน แต่ละกลุ่มก็คละชั้นเรียนกันไป) ทำออกมาสวย จะได้รางวัล (ซึ่งจริงๆ เราให้ทุกกลุ่มนั่นล่ะ)

และผมที่รับหน้าที่กรรมการ (แบบหลอกๆ) ก็หยิบงานเหล่านั้นมานั่งอ่าน และนั่นล่ะ ความปนะทับใจบางอย่าง ก็พุ่งเข้าชนเต็มกระบาล - เรื่องราวเหล่านี้มันอะไรกันนี่ นี่หรือคือความคิดของเด็ก นี่หรือคือความคิดที่บริสุทธิ์ เป็นงานเขียนที่หาอ่านจากที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว : เหล่านั้น คือความคิดที่พรั่งพรูเข้ามาในหัวของผม

2.
หากจะไล่เรียงเรื่องราวต่อไปแล้ว คงต้องเล่าที่มาของหมู่บ้าน+โรงเรียนนี่ให้ฟังคร่าวๆ เสียหน่อย (และเช่นเคยจากความทรงจำล้วนๆ)

เด็กนักเรียนที่นี่ ส่วนใหญ่เป็นชาวกระเหรี่ยง นับถือศาสนาคริสต์ (ที่หมู่บ้านระแวกใกล้โรงเรียนมีโบสถ์อยู่ 1 แห่ง) เด็กเกือบทั้งหมด เป็นเด็กที่ข้ามฝั่งมาจากพม่า (ด้านหลังโรงเรียน เป็นขายแดนไทย-พม่า) บางครอบครัวลี้ภัยสงครามเข้ามาอยู่ การทำมาหากินส่วนใหญ่จะเป็นอาชีพรับจ้าง หาเช้ากินค่ำ เงินไม่ค่อยมีพอจ่ายกันนัก เด็กบางคนที่โตมาหน่อย (จบ ป.6) มักจะไม่ได้เรียนเรียนหนังสือต่อ ต้องออกมารับจ้างทำงาน หาเลี้ยงครอบครัว แต่ถ้าคนไหนใฝ่ไม่ดี ก็จะตั้งแกงค์เสพย์ตา เป็นปัญหาสังคมต่อไป บางครอบครัวพ่อแม่ต้องไปทำงานไกลๆ ไม่ค่อยมีเวลาเจอหน้าลูกเท่าไหร่ - ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ จะได้อ่านกันในหนังสือตะโกล่างแน่

สรุปได้คร่าวๆ ว่า สังคมครอบครัวที่นี่ค่อนข้างจะเปราะบางนัก...

3.
หลังจากที่ผมอ่านเรื่องราวที่ไม่เคยคิดว่าจะได้พบจบทั้งหมด ผมรีบจัดแจง copy ต้นฉบับด้วยการจดทั้งหมดลงสมุดบันทึก ในใจตอนนั้นคิดเพียงว่า เรื่องเหล่านี้ มันไม่สมควรเป็นแค่หนังสือกำแพง ให้ได้สนุกกับกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งเท่านั้น แต่มันควรเป็นเรื่องที่ถูกบอกเล่าต่อไป

ทำไมต้องบอกเล่า : เพราะตราบใดที่สังคมเรายังมีเด็กที่ด้อยโอกาส และต้องประสบกับเรื่องร้ายๆ ตั้งแต่ยังเยาว์เช่นนี้ ไม่มีทางแน่ ที่สังคมเราต่อไปจะสามารถอยู่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ รอยร้าวเปราะบางในใจ หากไม่รีบรักษาเสียแต่ตอนนี้ วันหนึ่งมันอาจจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ หาทางประกอบกลับคืนไม่ได้แน่

นั่นคือความคิดของผมตอนนั้น

แต่...

ผ่านมากี่ค่ำปีเข้าไปแล้ว สิ่งที่บันทึกมาก็ยังไม่เคยออกไปพบกับสายาตาคนข้างนอกเลย... ป่านนี้ไม่รู้ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะสามารถเติบโตมาได้อย่างปลอดภัยหรือเปล่า ผมอาจจะตระหนกไปเองก็เป็นได้

อย่างไรก็ดีใช่ว่าจะมีแต่พวกเขาที่ต้องประสบชะตากรรมเยี่ยงที่กล่าวมา ในสังคมต่างๆ บนโลกใบเล็กนี้ ยังมีเด็กอีกมากที่มีชะตากรรมไม่ต่างกัน งานหนังสือตะโกล่าง ที่กำลังจะออกไปสู่สายตาทุกท่าน จึงเป็นเหมือนตัวแทนของเด็กอีกหลายๆ คนบนโลกที่อยากบอกเล่าเรื่องราวให้พวกเราได้รู้ว่า บนโลกใบเล็กอันแสนสุขสบายนี้ ยังคงมีความระทมซ่อนอยู่ตามซอกต่างๆ อีกมาก และยังรอให้ใครสักคน หยิบยื่นสิ่งดีๆ ให้พวกเขาได้หลุดออกมาจากเงามืดของโลกใบนี้

 

 

(หมายเหตุรอบสอง ยังมีเรื่องราวมากมายที่ผมนึกออก แต่บางเรื่องมันสะเทือนใจคนเขียนมากเกินไป จึงขอละไว้ให้น้ำตาไหลคนเดียว)